วันอาทิตย์ที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑

(มือใหม่หัด review) Vicky Cristina Barcelona



ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ งานบางกอก ฟิล์ม เฟสติวัล ที่เอาภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉาย เพราะด้วยเหตุผลใดก็สุดแท้แต่ หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ฉายตามโรงปรกติ

และต้องขอสารภาพอีกอย่างว่า เหตุผลที่อยากดูเรื่องนี้ เค้าว่ากันว่ามัน จะมี “ฉากร้อนทุกมุมฮอตทุกองศา” ระหว่าง Penelope Cruz และ Scarlett Johansson (ถึงเป็นผู้หญิง แต่ก็อยากจะแอบดูซะหน่อยว่าเป็นยังไง เพราะมันคงจะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก อีกอย่างคนเราชอบบริโภคอะไร ‘เค้าว่า’ฉาวๆอยู่แล้ว บางครั้งเราก็เป็นแบบนั้น) ให้ได้ดู มีหรือไม่มีคงไม่ขอเฉลย ณ ตอนนี้อยากให้ได้ไปดูกันเอาเอง และด้วยความที่เป็นหนังของ Woody Allen เลยทำให้อยากดูมากขึ้นไปอีก (เพราะถ้าไม่ใช่ Allen หนุ่มๆคงไม่ได้เห็น เพเนโลเป้ และ สการ์เลต ทำการจูบแบบฝรั่งเศษเป็นแน่)

หนังว่าด้วยเรื่องราวของเพื่อนสาวสองคนที่เดินทางมาท่องเที่ยวBarcelona ในช่วงฤดูร้อน
Vicky (Rebecca Hall จาก The Prestige … แอบตื่นเต้นที่เคยได้ร่วมโรงเรียนกับ Rebecca Hall วันหลังจะลองมาเขียนถึงนักแสดงสาวอนาคตไกลคนนี้)
และ Cristina (Scarlett Johansson คนนี้คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ)



ทั้งสองสาวเป็นเพื่อนซี๊ที่ถึงแม้ว่าจะมีความสนใจคล้ายกันแต่ก็มีนิสัยส่วนตัวที่ต่างกันมากพอควร โดยเฉพาะมุมมองเรื่อง ความรักและความสัมพันธุ์ บทสนทนารวมไปถึงการเล่าเรื่องแบบมีผู้บรรยาย (narrator) เล่าเรื่องเป็นระยะๆ (ซึ่งดูแล้วหลายคนคงจะนึกถึงหนังขาวดำสมัยก่อน แล้วก็หนังบางเรื่องของ Woody Allen ในยุคก่อนอยู่เหมือนกัน) ทำให้เรารู้ว่า Vicky ดูจะเป็นคนที่มีระเบียบแบบแผนในชีวิต และวางอนาคตให้กับชีวิตตัวเองอย่างชัดเจน ในขณะที่ Cristina ยังอยู่ในช่วงของการค้นหาตัวเอง เธอรู้ดีว่าเธอชอบอะไร แต่ก็ยังเดินทางค้นหาสิ่งที่เธอไม่ชอบต่อไป

ซัมเมอร์ของทั้งสองคงจะเป็นเพียงการเที่ยวยุโรปแบบพื้นๆ ถ้าหากทั้งคู่ไม่ได้มาเจอศิลปินหนุ่ม Juan Antonio (Javier Bardem จาก no country for old men ชายโรคจิตบ้าพลังหน้าตาหลอน ที่ดูแล้วก็เก็บเอามาหลอนต่ออีก แว๊บแรกที่เห็นก็ยังคงรู้สึกหลอนติดมาจากเรื่องเดิม) ผู้ที่ดึงดูดความสนใจของ Cristina ตั้งแต่แรกพบ



Juan เป็นผู้ชายที่เป็นศิลปินจ๋า คืออารมณ์และความต้องการมาเหนือเหตุผล การใช้ชีวิตในแต่ละวันและผู้คนที่เขาได้พบเจอคือแรงบัลดาลใจ ในการสร้างสรรค์ภาพเขียน ซี่งก็คงจะเหมือน ศิลปินทั่วไป ที่มีลักษณะ ขบถ และแสดงออกอย่างสุดโต่งพอสมควร Vicky ไม่ได้ตื่นเต้นกับคุณสัมบัติของ Juanนัก ออกจะระแวงระวัง ผิดกับ Cristina ที่ดูจะ ประทับใจชายหนุ่มเอามาก

ในขณะที่พี่ Juan สุดติส ได้แสดงความต้องการชัดเจนว่าต้องการ ขึ้นเตียงกับทั้งคู่



จากนั้นหนังได้เล่าเรื่องราวหลังจากที่สองสาวได้พบเจอ ยอดชายนาย Juan คนนี้ พอได้พูดคุยกันมาขึ้น Vicky ดันเกิดไปถูกใจพี่ ฮวนเข้าเหมือนกัน และอาการถูกใจก็ถูกแสดงออกมาในแบบที่เป็นรูปธรรมเอาม๊ากกกๆ ถึงแม้ว่า Vicky จะรู้สึกผิดเพราะการกระทำที่ “เรียกได้ว่า” เป็นการนอกใจคู่หมั่น (ลืมบอกไปว่า Vicky มีคู่หมั้นอยู่แล้ว เป็นหนุ่มอเมริกันทั่วไปที่มีความสนใจแบบคนอเมริกันทั่วไป แต่จริงจังที่จะสร้างอนาคตกับ Vicky) แต่สำหรับ Juan มันเป็นการแสดงออกของความต้องการ ณ ตอนนั้นโดยไม่ต้องคำนึงถึงกรอบใดๆทั้งสิ้น และไม่ได้จะผูกมัด Vicky เพราะเขาก็ชัดเจนและแปลกประหลาดพอที่จะขอ “make love” กะทั้งคู่ตั้งแต่แรกพบ

ฉะนั้น ศึกหนักอยู่ที่ Vicky ว่าเมื่อพังกรอบที่ตัวเองสร้างไว้แล้ว เธอจะซ่อมมันกลับอย่างไร และจะทำได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆสำหรับ Vicky ความแตกต่างของฮวนกับเธอรวมไปถึงแฟนหนุ่มของเธอและสังคมที่เธอเจอมา เป็นเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน

และในความเป็นจริง เราคิดว่ามันเป็นอะไรที่โคตรจริง เราจะรู้สึกว่าเสน่ห์ของคนที่เราชอบที่เราสนใจมากับนิสัยส่วนตัวบางอย่างที่เรา ขาดแต่เมื่อเราตรวจสอบมันดีๆแล้ว เราอาจจะมีด้านนั้นอยู่ในตัวก็ได้เพียงแต่ยังไม่มีใครมาช่วยขุดมันขึ้นมา



เรื่องมันซับซ้อนเข้าไปอีกเมื่อ Cristina และ Juan ก็สานสัมพันธNกันต่อไปโดยที่ Juan เลือกที่จะไม่ยุ่งกับ Vicky อีก ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอมีคู่หมั้น และกำลังจะแต่งงานแล้ว (แมนโคตรรรร แต่ว่าไป คู่คี่จู๋จี๋ดู๋ดี๋ กะเค้าแต่แรกทำมายยย ผู้ชายนิ… :P)

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เพื่อนรักสองคน ยุ่งกับชายคนเดียวกัน แต่ประเด็นคือ ชายคนนี้ยังรักมีความผูกพันกับ ภรรยาเก่าอย่างลึกซึ้งในทุกๆ ด้าน สังเกตุได้ว่าไม่ว่าเขาจะอยู่ กับ Vicky หรือ Cristina ชื่อของ Maria Elena (Penelope Cruz) จะถูกเอ่ยถึงอยู่เสมอ และการมาของ Maria ก็ทำให้เขาหญิงสาวทั้งสองรู้ว่า จริงๆแล้วตัวเอง “เหมาะ” กับอะไรและพอใจที่จะใช่ชีวิตอย่างไร บางครั้งความต้องการของตัวเองอาจจะไม่ได้ เข้ากับนิสัยที่ตัวเองมีอยู่ และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเธอและ Juan อาจเป็นเพียงความหลงไหลที่มีให้กับงานศิลปะที่เปี่ยมเสน่ห์แต่ก็เต็มไปด้วยความซับซ้อน ส่วนความรักระหว่าง Juan และ Maria Elena อาจจะเป็นอะไรที่ไม่ต้องมาทำความเข้าใจ เพราะความรัก ไม่มีเหตุผลรองรับ



ลืมบอกไปว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น romantic comedy แต่จริงๆแล้วเราว่าน่าจะเพิ่มไปอีก genre นึง คือ sexy จะเป็นเพราะว่า เมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดย Antonio Gaudi ที่เป็นฉากหลังของภาพยนตร์ (สวยจริงๆนะ หลายๆ frame น่าถูก capture มาทำเป็น postcard มากๆ) หรือเป็นเพราะว่าชาวสเปนมี sex appeal สูง หรือเพราะว่า หนังเรื่องนี้มีทั้ง Scarlett และ Penelope แต่องค์ประกอบต่างๆ ทำให้หนังเรื่องนี้มีความ sexy อย่างบอกไม่ถูก เรื่องราวเครียดๆที่เล่ามาทั้งหมดถูกนำมาถ่ายทอดได้อย่างขำขันด้วย dialog ที่แสนฉลาด จี๊ดๆอยู่หลายตอน (และการแสดงอันน่าทึ่งของ Penelope..)



Maria Elena บอกว่าในความรักถ้าไม่มีอุปสรรค ก็ไม่โรแมนติก ….. เอ…จริงหรือเปล่านะ…

วันพุธที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑

nothin but photographs 2

true blue

artificial pool

my mama

my lovely friend..

บางสะพาน

my lovely fifa

วันอาทิตย์ที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑

nothing but photographs

wat arun


ริมกก


golden dusk


river flows


......


สะพานน้อย ริมกก


ดื่ม..





to be continued

วันจันทร์ที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

in every minute

ในทุกทุก 1 นาที อาจจะมีคนกำลัง in love จนแทบสำลักความสุขตาย

ในทุกทุก 1 นาที อาจจะมีคนกำลัง ผิดหวัง จนแทบสำลักความทุกข์ตาย

มันเกิดขึ้นพร้อมๆกัน

พร้อมๆกัน



สักมุม สักที่... ไม่ได้มีใครมีความสุขคนเดียว ไม่ได้มีใครเศร้าคนเดียว

ไม่ได้เหงาคนเดียว


เพียงแค่.....
เราไม่รู้....

จริงมั๊ยยยยยยยย

วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

survivors

หาดเฉวง,สมุย


กำลังจะต้องไปทำภารกิจบางอย่างที่สมุย ฟังดูดีทีเดียวใช่มั๊ยคะ ไปทำงานและไปทำงานที่สมุย ที่แรกก็คิดว่าดูดีแหละค่ะ แต่พอดูข่าวเมื่อวานว่าน้ำท่วม ชุมพร สุราษฎร์ รวมถึงหาดเฉวงด้วย!!! เลยคิดในใจว่าซวยแล้วไม๊ล่ะคะ งานนี้ล่มไม่ได้เพราะเป็นงานกลางแจ้งและยังไม่ได้คิดถึงว่า ถ้าฝนตก พายุกระหน่ำ plan B ของเราจะออกมารูปไหน จริงๆแล้วไม่ว่าจะงานอะไรก็ตามเราควรมีแผนสอง รองรับเสมอแต่สารภาพอย่างไม่อายว่าไม่ได้นึกถึงแผนสองไว้เลย คือลืมไปเลยด้วยซ้ำว่านี่คือช่วง มรสุม(หรือเปล่า) และสมุยก็เป็นเกาะแม้จะใหญ่โตแค่ไหน แต่โบราณเค้าว่า คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล จริงของคำโบราณค่ะเพราะได้รู้ซึ้งแล้วว่าไอ้ คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ถ้าบทมันจะน่ากลัว มันน่ากลัวมากน้อยแค่ไหน

ที่พักบนเกาะเสม็ด

เมื่อเกือบสองปีที่แล้ว เราและเหล่าสหายร่วม trip ที่เรียกได้ว่าเป็น trip ที่ยากจะลืมเลือน จุดหมายปลายทางของ trip ที่ว่าคือเกาะเสม็ด (เสร็จไปหลายราย) ฟังดูเป็นการเที่ยวทะเลแบบพื้นๆนะคะ เกาะเสม็ด ใครๆก็คงเคยไป
แน่นอนค่ะมันก็เป็นการเที่ยวพื้นๆ เล่าแบบคร่าวๆคือคืนแรกที่ไปถึงก็ดื่มกันแบบไม่เกรงใจฟ้าดิน จริงๆแล้วก็อยากเกรงใจแต่ด้วยความที่ว่าฟ้าดินดันไม่เกรงใจพวกเรา ฝนตกกระหน่ำลงมาในช่วงหัวค่ำ ทำให้แผนที่จะนั่งรถไปรับประทานอาหารอร่อยที่อ่าวไผ่และลิ้มรส bucket สุดล้ำเป็นอันต้องล่ม ทำให้พวกเราต้องนั่งจับเจ่ากันที่ resort และเปิดเครื่องดื่มอะไรต่อมีอะไรที่พกไปด้วยมาย้อมใจกันจนไร้สติไปหลายราย ว่าไม๊ค่ะว่าเสม็ดเป็นสถานที่ เหมาะแก่การไป “ดื่ม”ด่ำกับบรรยากาศที่ผ่อนคลายเสียจริงๆ ซึ่งกิจกรรมที่กล่าวไป มั่นใจมากๆว่าใครๆไปก็ต้องทำกิจกรรมนี้

แต่เรื่องสำคัญมีอยู่ว่า ในวันต่อมาหลังจากที่หายจากอาการ hang over กันไปตามสมควร พวกเราตกลงปลงใจกันว่าจะไปนั่งเรือรอบเกาะ เรือที่นั่งเป็นเรือลำเล็ก maximum capacity คือ 7-8 คน และเราก็ไปกันเต็มพิกัดความจุของเรือเลย ใน group มี 7 คนบวกคนเรือเป็น 8 แต่เสื้อชูชีพในเรือมี 6 มารู้หลังจากออกเรือไปพักนึงแล้ว เยี่ยมไปเลย…
ผู้เสียสละในคราวนี้คือแขกบ้านแขกเมืองของเราเองแมนมาก นาย Josh พี่เค้าบอกว่าว่ายน้ำเก่ง แข็ง!!!
ช่วงแรกๆที่นั่งไปก็ออกจะเพลินดี ลมแรงบ้างคลื่นสูงบ้างเป็นบางจังหวะ ไม่น่าห่วงเรือได้มาจอดที่จุดที่เรียกว่าเป็นด้านท้ายของเกาะเพื่อให้ดำผิวน้ำดูปลา เท่าที่ดำดูเจออยู่ประมาณไม่เกิน 10ตัว แหละปะการังอีกเป็นหย่อมๆ เริมนึกในจะว่า มาทำไมวะคะนี้!!! เราดูอะไรกันอยู่คะ แต่เอาเถอะ ขำๆ มาแล้วแล้วนิ

ส่วนนึงของ survivors

หลังจากที่ขึ้นเรือเพื่อไปต่อนี้สิคะ เล่นเอาพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว คือที่เสม็ดถ้าคนเคยไปบ่อยหน่อยแล้วเคยไปพักอ่าวพร้าวจะทราบว่าคลื่นทางด้านหลังเกาะจะแรงกว่าด้านหน้าหรือด้านหาดทรายแก้วที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว แต่วันนั้นฟ้าครึ้มฝนจะตกด้วย คลื่นเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ใจก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมองหน้ากันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เอาไงดีคะ ทุกคนเริ่มมองไปที่คนเรือ
หัวเรือใหญ่ของเรา คุณป๊อบก็มองหน้าสหายที่นั่งอยู่ด้านหน้าซึ่งก็รวมถึงเรา เพื่อนหนุ่มที่หน้าเหลือไม่ถึงนิ้ว และเพื่อนสาวบล็อกข้างๆ คือคุณ ฝน นัยว่าไหวมั๊ยมึง เราก็ไม่แน่ใจว่าได้ตอบกลับไปด้วยสีหน้าอย่างไร แต่สีหน้าเราตอนนั้นคงไม่ได้ต่างจากสหายท่านอื่นมากมายนัก คุณป๊อบเลยถามว่า น้องไหวมั๊ย คนเรือเค้าว่าไหว เรามองกลับไปข้างหลัง คลื่นมันมาจากหลายทิศทางมากและความสูงอยูในช่วง 2ถึง3เมตร โดยส่วนตัวเราคิดว่าถ้าหันเรือกลับน่าจะอันตรายเพราะเรือลำเล็กและคลื่นก็สูงขนาดนั้น เรามันใจเกิน 50%ว่ามีโอกาสล่มแต่เราก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องคลื่นเลยเงียบดีกว่า จากนั้นเราหันไปมองหน้าคนขับเรือ เค้าเองก็หันไปสำรวจคลื่นจากด้านหลังเหมือนกัน เรานึกในใจว่า เอาวะถ้าไม่ไหวเค้าคงหันหัวกลับให้เพราะมันก็ชีวิตเค้าเหมือนกัน




ในใจตอนนั้นนึกอยู่ว่าเมื่อไร่จะพ้นกับ ซวยแล้วกูจะรอดมั๊ย เพราะมองไปรอบๆ นอกจากทะเลแล้วก็คือหน้าผาสูงและโขดหินเป็นแนวยาวยังมองไม่เห็นหาดต่อไป ถ้าล่มคลื่นซัดดิฉันและเพื่อนๆเข้าโขดหินแน่ต่อให้ฟิตปั๋งแค่ไหนเราก็ไม่ใช่นักแข่ง ไตรกีฬาคลื่นแบบนี้ร่างกายทานไม่ไหวเป็นแน่ ตาย(ห่า)มากๆ แล้วมองไปที่เพื่อนสาวหน้าซีดแล้วยิ่งรู่สึกแย่มากไปกว่าเดิมเพราะรู้ดีว่าเพื่อนฝนว่ายน้ำไม่แข็งเอาเลย คือก็เป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อนๆว่า ฝนไม่ค่อยถูกกับการเที่ยวทางน้ำเท่าไรนัก ถ้าเรือล่มก็ไม่อยากจะคิด ไอ้ระหว่างที่คิดๆไปเรือก็เริ่มแฉลบ และเอียงอย่างรุนแรงพอสมควรมาทางฝั่งเราบ้างฝั่งเพื่อนทั้งสองบ้าง จนเริ่มคิดว่าถ้าแฉลบแบบแรงๆนัยว่าเรือล่มแน่เราคงต้อง กระโดดออกจากเรือเพื่อไม่ให้น้ำหนักของเรือดูดเราลงไป โอยๆๆๆอารมณ์นั้นแย่มากๆเลยค่ะ มองหน้ากันไปมองหน้ากันมาแถมนอกจากเรือจะแฉลบแล้ว คลื่นที่สูงเป็นเมตรก็ทำให้เรือดีดขึ้นลงไปมาจะนั่งข้างหลังก็ไม่ได้เดี๋ยวเรือมันจะไม่ balance แถมตอนนั้นก็ลุกไปลำบากแล้วด้วยไอ้คลื่นบ้าบอที่ว่ามันเลยทำให้ตัวเราเด้งลอยเหนือเบาะนั่งและกระแทกกลับลงมาอยู่นับครั้งไม่ถ้วน โอยยๆๆๆๆ ตายๆๆๆๆๆๆ ณ นาทีนั้น ชั่วโมงนั้นเครียดมากๆที่สุดค่ะ

เข็ดค่ะเข็ด นึกในใจว่าถ้ารอดไปไม่เอาอีกแล้ว

และแล้ว 7 ผู้รอดชีวิต ก็รอดมาได้ ทันทีที่เห็นสีขาวๆของหาดต่อไปอยู่ไรๆใจชื้นขึ้นมาทันที รอดแล้ววววววว!!!
สำหรับเราของฝากจากการเที่ยวรอบเกาะคืออาการคลื่นไส้เฉียบพลันเมื่อเรือจอด
สีเขียวอมม่วงเป็นแนวยาวใต้ท้องแขนข้างขวา ก้นสีเขียวอมม่วงเล็กน้อยถึงปานกลาง ขาหลังสีเขียวอมม่วงเป็นแนวยาว ในวันต่อมา
ประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมลง แต่เราก็จะยังคงเที่ยวทะเลเกาะแก่งๆต่อไปด้วยความรอบคอบระมัดระวังมากขึ้น



นี่แหละค่ะที่เค้าว่า คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล

….ทริปต่อไปทะเลตรัง ดีมั้ยคะ survivors?

วันพุธที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

หนังน่าดู

เห็นเพื่อนหนุ่มรูปงอม ยังค่ะ รูปงาม blog ข้างๆ แก update blog ตัวเองแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แล้วรู้สึกว่า
ไม่ได้การแล้ว แบบนี้ต้องขอ update บ้างซะหน่อย อิอิอิ ขำ ขำ นะคะ จริงๆแล้วมีเรื่องอยากจะเขียนมากมายแต่เรียบเรียงความคิด ไม่ค่อยถูก (เป็นข้อเสียของเรามากๆ เป็นคนคิดอะไรไม่เป็นระบบสักเท่าไร มีผลต่อการทำงานและการเรียนพอสมควร)

เอาเป็นว่าประเดิม journal แรกของเดือนตุลาคม เป็นเรื่องขำขันแล้วกันค่ะ บังเอิญว่าช่วงนี้เสพติดความไร้สาระเอามากๆ เพราะรู้สึกว่าระหว่างวันพบเจอแต่เรื่องเครียดๆ พอมีโอกาสได้ไร้สาระเมื่อไร ก็เมื่อนั้นเลยทีเดียวค่ะ

อาจจะเคยอ่านผ่านๆกันบ้างจาก journal อันแรกที่ใส่ไว้ คือ “my fav. Forward mail ever” แน่นอนทีเดียวค่ะวันนี้จะมาแปลชื่อหนังต่อจาก fwd mail อันนั้น ความขำขันอาจจะมีไม่เท่า แต่ความไร้สาระ เอาไปเลยเต็มๆค่ะ

ขอให้ credit ผู้ร่วม sessionไร้สาระไว้ก่อนเลยนะ
ขอขอบคุณ คุณ ป๊อบ ศุษม และ คุณบิน ภัทรอร ที่มาร่วมประชุมลับในวาระแปลชื่อหนังอย่างไรให้ไร้สาระเมื่อหลายวันก่อน

พร้อมหรือยังคะ…เรามาเริ่มกันเลย…5…..4….3…2..1..0



Resident Evil > เรือนมาร (ละครหลังข่าวมาก น้ำเน่าสุดไปเลย)



Planet Terror > ดาวเคราะห์ อัลกอร์อิดะห์ (เกี่ยวป่ะ?)



Sweet November > น้ำผึ้ง เดือน 11 (น่าจะหวานกว่าเดือนอื่นนะ)



Murder by Numbers > ฆ่ากูเลย สมการ (ไม่เกี่ยวแต่เชื่อมโยง)



Miss Congeniality 2: Armed and Fabulous(feat.แสงดาว บุญล้อม) > นางสาว มิตรภาพ 2แขน เริ่ด!! (เอามารวมกันให้หมด)



Hardball > แข็ง(จัง)…ภารดร (แบบนี้ น้องฟ้าปลื้มสุด)



While You Were Sleeping > (พี่นอนอยู่ หนูเลย) ลักหลับ



Two Weeks Notice > ประกาศรายปักษ์ และ/หรือ เตือนล่วงหน้า สองสัปดาห์ (ไม่จ่ายเจอดีแน่)



Minority Report > รายงานชนกลุ่มน้อย (ส่งให้พวก NGO/นักกิจกรรม)



Dogeball > ไข่นายด๊อด (อุ๊บบส์)



Harry Potter > ขนดก หน้าหม้อ (อันนี้ แคลสสิก)



School of Rock > โรงเรียน (นี้สร้างด้วย) หิน



King Kong > กษัตริย์ คง (หนังจีนชัดๆ)



The Break Up > การหักขึ้น (อืมม มองได้หลายแง่)



Top Gun > เหนือปืน



The thin red line > เส้นยาแดงผ่าแปด



The notebook > แลปท้อป (อิๆ คิดไรไม่ออกแล้ว)



Interview with the vampire > สืบความผีดูดเลือด!! (งานนี้ผู้พิพากษามี หนาว)



There’s something about Marry > ที่นั้นมีบางอย่างเกี่ยวกับการสมรส (sub นรก ชัดๆ ภาษาอังกฤษแตกฉานมาก)



Stepmom > เหยียบแม่(ง)



Magnolia > บ้าน AF (academy fantasia) อิๆๆ



The sweetest thing > แมร่งหวานสาดด..(กินไม่ลงเลย)



Freaky Friday > ศุกร์อัปปรีย์



Mean girls > ค่าเฉลี่ยเด็กสาวๆ (อืม..ให้ใครประเมิน)


ชื่อแบบนี้ หาดูได้ตามโรงหนังเกรด D เท่านั้นค่ะ

ถ้าใครคิดไรได้ แปลกๆ ไร้สาระๆ มาแจมกันหน่อยนะ

ป.ล. ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากการแปลหนังเรื่อง shoot 'em up หรือชื่อภาษาไทยอย่างเป็นทางการว่า "ยิงแม่งเลย"

วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐

เคย in love ไม๊คะ??

แน่นอนว่าหลายคนต้องเคย

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจู่ๆถึงอยากเขียนเรื่องความรักขึ้นมา
เราไม่ได้ อินเลิฟ อยู่ในขณะนี้ ทั้งๆที่อยากจะ อินเลิฟเอามากๆ รู้สึกว่า อาการ อินเลิฟเป็นช่วงสดใสที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต
ไม่ว่าอะไรก็ทำให้อารมณ์ดีได้อย่างบอกไม่ถูก
แต่เราสังเกตว่าอาการ in love มันแบ่งออกเป็นหลาย ช่วงค่ะเราขอตีความอาการ in love จาก ประสบการณ์หมาดๆของตัวเองแล้วกัน




ข้อมูลดิบ
สถานะก่อน “อินเลิฟ” = เพื่อนสนิท (เพื่อนในกลุ่ม)
หนุ่มผู้ทำให้เกิดการ “อินเลิฟ” =
- หนุ่มตี๋นิดๆ (ไม่นิดก็ได้)
- ฝ่ายซ้ายเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์
- ขำขัน/เพี้ยน
- มั่นใจในตัวเองสูง บางครั้งมองได้ว่าไร้ยางอาย
ระยะเวลา “อินเลิฟ” = ถ้าร่วมช่วง Pre-In Love ก็น่าจะ 5 ปีพอดิบพอดี
วันที่ officially “อินเลิฟ” = ศุกร์ที่ 13 ธ.ค ปี 2002 (วันดี)
วันหมดอายุ = อย่างเป็นทางการก็ 22nd May 2007(เป็นของขวัญวันเกิด)



ช่วงที่ 1 Pre-In Love
เป็นช่วงหยั่งเชิง วางมาดแต่ในใจอดคิดถึงไม่ได้ หยิบโทรศัพท์มา อยากโทรแต่นึกในใจ ไม่เอาดีกว่าเดี๋ยว (แมร่ง)รู้ เล่นสงคราม msg กันเป็นเดือนๆ ช่วงนี้ป่วงสุดเหมือนเล่น poker ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะ fold หรือว่า all in

ช่วงที่ 2 ความรักกำลังถูกบ่ม (hahaha คิดได้ไงวะ เน่ามาก)
อันนี้ชอบ คือเป็นช่วงที่รู้แล้วหล่ะว่า (แมร่ง) ชอบเราแน่ ดังนั้นไปเรียนนั่งติดกันทุก class ตัวติดกันไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน เริ่มไปไหนด้วยกันสองคนมากขึ้น หรือเกือบจะตลอดก็ว่าได้ คุยโทรศัพท์ทุกวัน บางครั้งวันละหลายๆชั่วโมง เล่าให้ฟังทุกเรื่อง คนอื่นถามว่าเป็นอะไรกัน จะพูดว่าเพื่อนสนิท (ช่วงโปรด!! มากกว่าเพื่อน น้อยกว่าแฟน ฮิ้ววว) เริ่มไม่เห็นความสำคัญของเพื่อนคนอื่น hehehe

ช่วงที่ 3 ขอเรียกว่าช่วงสุกงอม หรือช่วง ข้าวใหม่ปลามัน (new rice, oily fish)
บ่มมาพักนึงและ สักทีนะคะ สักที เป็นแฟนกันไปเลยดีว่าสหายยย ทำแบบ ช่วงที่สองเดี๋ยวเป็นที่ นินทาว่ากล่าว เราเป็นผู้หญิงยังไงก็เสีย อิๆๆ ก็เป็นแฟนกันไป ช่วงนี้แหละ โปรดยิ่งกว่าโปรด ได้แสดงออกเต็มที่ว่า เฮ้ยยย ช้านนรักแกนะ ทุกอย่างเป็นสีชมพูจริงๆ อะไรก็ดี ไอ้ที่ไม่ดีก็ดี (บางคนอาจไม่เป็นแบบนี้นะคะ บังเอิญว่าเรารักใครแล้วเต็มที่มากๆ) พูดหวานกันเข้าไปนะคะ หวานได้อีก หวานเรื่อยๆ ไม่รู้จักเบื่อ ขนาดตอนเป็นเพื่อนคุยกัน กูมึงในบางครั้ง แต่นี้ เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังเท้าทีเดียว msg ก็ส่งกันเข้าไป อยู่ไหน อย่างไรรู้หมด ไม่อยากจากกันแม้แต่น้อย (ช่วง new rice ของเราอยู่ประมาน ปีนึง เอาแบบ peak peak ก็สัก 4-5เดือนแรก (แบบเลี่ยนอ้วกแตกกันไปเลย)

ช่วงที่ 4 in love แบบอยู่ตัว (และเพิ่มมากขึ้น)
ช่วงนี้อยู่ตัวแล้วค่ะ รู้ routine ของกันและกัน และด้วยความที่เราไม่ขี้ตามขนาดนั้น ค่าโทรศัพท์ก็ลดลง ไม่check ไว้ใจไม่อะไร เป็นช่วง สบายๆ มีทะเลาะบ้างตามประสา แต่โดยรวมทุกอย่างกลับไป ตอนเหมือนเป็นเพื่อนสนิท แต่เป็นเพื่อนสนิทที่รักกันแบบ คนรัก สดใสๆค่ะ สดใสๆ ไม่เหงาอยู่ตัว มีความสุข ความตื่นเต้นอาจจะลดลง แต่ความผูกพัน มากขึ้นค่ะ เป็นแบบนี้มาอีกสักเกือบๆ 3 ปี สำหรับเรา แม้อาการ in love มันจะถูกแสดงออกน้อยลง แต่ความรักมีเพิ่มมากขึ้นทุกวันค่ะ และมันก็ลึกซึ้งมากค่ะ มีแต่สิ่งดีๆ มอบให้ และส่วนมากก็จะเป็นสิ่งดีๆ ที่ได้รับกลับมา

ช่วงที่ 5 ช่วงรักษาระดับ (อาจจะเป็นแค่เราคนเดียว) หรือเรียกได้ว่าประคับประคอง
หลังจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรารักษาระดับ สำหรับเราแล้วระดับความรักแทบไม่ต้องรักษาเลยค่ะ รักแล้วเลิกรักลำบาก แต่เป็นช่วงรักษาระดับของฝ่ายตรงข้ามค่ะ ผู้หญิงรักผู้ชายจาก 0-100 จริงอย่างมากถึงมากที่สุด บางทีมันอาจจะทะลุร้อยเลยก็ได้นะคะ ส่วนผู้ชาย คงต้องคิดในทางกลับกัน




อาการ in love ของเรามันได้หมดแค่ 5 ช่วง หลังจากนั้นเราคงเป็นอาการอะไรต่อมิอะไรมากมายแล้ว อาการต่อเนื่องจากไอ้ อะไรต่อมิอะไร ต้องเรียกมันว่า อาการ heartbroken ยากสสสสสส์ ต่อการรับมือมากๆเลยค่ะ แต่ หุๆๆ เราผ่านมันมาแล้วอย่างทุลักทุเลเล็กน้อย แต่นับว่าดีกว่างวดแรกมากมายค่ะ

อาการตอนนี้เลยขอเรียกว่า อาการ Post-In Love อาการทำให้รู้ว่าเราโตขึ้นแล้วค่ะ Post-In Love ของเราไม่เลวเลยทีเดียว เพราะว่าได้กลับมาคุยกันใหม่แบบ ‘เพื่อน’ มากๆ รับได้ในสิ่งที่เค้าเป็นอยู่ และเคารพตัวเองมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว และอาการนี้ทำให้เรารู้ว่า เราจะไม่กลับไปหาเค้าอีก เพราะถ้าคุยกันใหม่แล้วอยากกลับไปอีก แน่นอนคุณกำลังเด้งตัวเองไปอยู่ในช่วง 1-3 ค่ะ

แต่อืมม โสดนี้ดีก็ดีสุดไปเลยนะคะ แต่ก็เหงาไม่น้อย ยังไม่สามารถหาคำมาอธิภายอาการได้ ว่าเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าเหงาเป็นช่วงๆ เวลาสนุกก็สนุกจัด แต่เวลาเหงานี้ ไม่ใช่เล่นเลยค่ะ (อาการนี้มีผลข้างเคียงแบบรุนแรง บางครั้งมีผลเฉียบพลันค่ะ , มันจะครอบงำการตัดสินใจของคุณอย่างไม่รู้ตัวค่ะ……..เมาห้ามขับนะคะ เหงาก็ห้ามขับค่ะ)

ทั้งหมดนี้เข้าใจว่าเกิดจากอาการป่วยแล้วว่าง น่าจะเป็นหนึ่งในที่มาของอาการเหงา เมื่อก่อนเวลาป่วยจะไม่เหงาแบบนี้เท่าไหร่
แต่ตอนนี้คิดถึงอาการ in love ช่วงที่ 2-3 อย่างมากมายอยากเจออีก แต่ขอเป็นเหยื่อรายอื่น รายเดิมนั้น อิ่มตัวกันไปข้างนึงแล้ว (ถ้าดู๊ดเข้ามาอ่านอย่าตกใจไป ดู๊ดไม่ได้เป็นเหยื่อ เราเป็นเหยื่อดู๊ด อ่ะ :>)

เพื่อนๆ มี อาการต่างๆ แบบเราไม๊คะ

ใครแอบแว๊บเข้ามาอ่าน บอกอาการกันนิดส์นึงนะคะ

I love you (still) but I'm not in love with you and never going to be in love with you ever again....ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เราได้รู้จักกัน





ป.ล.อีกที เขียนเมื่อวานแต่ published วันนี้ จริงๆถ้าเป็นวันนี้คงไม่เรื่องนี้ เพราะวันนี้ไม่เหงา ดังนั้น เราเขียนเรื่องนี้เพราะเราแอบๆเหงา นั้นเอง!!!